
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับประเด็นด้านการกำหนดราคาโอน (Transfer pricing หรือ TP) คือ การเข้าทำธุรกรรมระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันนั้นสอดคล้องกับหลักการอิสระ (Arm’s length principle) หรือไม่ กล่าวคือ ภายใต้สภาวการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ผลตอบแทนจากการเข้าทำธุรกรรมระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันสามารถเทียบเคียงได้กับผลตอบแทนของบริษัทที่ไม่มีความสัมพันธ์กันคาดว่าจะได้รับหรือไม่[1]
หากเราย้อนไปถึงบทความก่อนหน้า ที่ทางทีม Financial Services Transfer Pricing (FSTP) ของ PwC ประเทศไทย ได้นำเสนอเกี่ยวกับประเด็น (1) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกรรม cash pooling และ (2) การพิจารณาถึงทางเลือกอื่นในการทำธุรกิจที่สมเหตุสมผลและเป็นไปได้จริง (Realistically available options) จะพบว่า การพิจารณาว่าธุรกรรมระหว่างกันเป็นไปตามหลักการอิสระหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน โดยจะครอบคลุมตั้งแต่การพิจารณาถึงหน้าที่งาน ความเสี่ยงที่แบกรับ และทรัพย์สินของคู่สัญญา ตลอดจนการพิจารณาว่าการทำธุรกรรมระหว่างกันนี้ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด (ที่เป็นไปได้จริงและสมเหตุสมผลที่สุด) ในแง่ของผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรือไม่[2]
และในบทความนี้ ทางทีม FSTP จะพาไปเจาะลึกถึงประเด็นของการคิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันทางการเงินระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน (Intra-group financial guarantee) ผ่านกรณีศึกษาในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD รวมถึงแนวทางและความคิดเห็นที่หน่วยงานภาษีมีต่อการหักค่าใช้จ่ายทางภาษีของค่าธรรมเนียมการค้ำประกันระหว่างกัน
การค้ำประกันทางการเงินระหว่างกันคืออะไร?
สำหรับบริษัทข้ามชาติ (Multinational enterprise: MNE) แล้ว เราจะพบเห็นการค้ำประกันระหว่างบริษัทในเครือได้อยู่บ่อยครั้ง โดยบริษัท (ผู้ค้ำประกัน) จะทำการค้ำประกันทางการเงินให้กับบริษัทที่อยู่ในเครือเดียวกัน (ผู้ได้รับการค้ำประกัน) เพื่อให้บริษัทเหล่านี้สามารถที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินที่ถูกกำหนดไว้ได้ หรือเพื่อเป็นการลดต้นทุนทางการเงินโดยรวมของทั้งกลุ่มบริษัท ทั้งนี้ การค้ำประกันทางการเงินนั้นเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่ผู้ค้ำประกันจะต้องมีหน้าที่รับภาระความเสี่ยงต่าง ๆ ในกรณีที่ฝ่ายได้รับการค้ำประกันละเมิดข้อกำหนดดังกล่าว[3]
โดยการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันอาจมีหลายวิธี แต่ในบริบทของการกำหนดราคาโอน วิธีการตั้งอัตราค่าธรรมเนียมที่คู่สัญญาที่มีความสัมพันธ์กันจะเลือกใช้นั้น ต้องสอดคล้องกับหน้าที่งาน ความเสี่ยง และทรัพย์สิน ของคู่สัญญา[4] จึงทำให้การพิจารณาหาค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตามหลักการ arm’s length อาจมีความซับซ้อน เนื่องจากธุรกรรมการค้ำประกันนั้นมักจะเกิดขึ้นระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำได้ โดยหลักการที่ผู้เสียภาษีมักจะนำมาใช้คือ การวิเคราะห์ในเชิงต้นทุนและประโยชน์ (Cost-benefit analysis) ที่ผู้ได้รับการค้ำประกันจะต้องพิสูจน์ว่าต้นทุนที่ตนต้องแบกรับนั้นไม่สูงเกินกว่าประโยชน์ทางธุรกิจที่ตนพึงจะได้รับจากการได้รับการค้ำประกัน
สำหรับการเจรจาต่อรองระหว่างคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน ผู้ได้รับการค้ำประกันพร้อมที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมการค้ำประกันไปยังผู้ค้ำประกันที่เป็นอิสระ (หรือสถาบันการเงิน) ก็ต่อเมื่อตนเองได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากการค้ำประกันนั้น โดยประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจได้รับ หมายถึง ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง หรือ การได้รับเงื่อนไขการกู้ยืมเงินที่ดีขึ้น (ซึ่งเป็นผลจากความน่าเชื่อถือทางการเงินที่เพิ่มขึ้น) หรือการได้รับวงเงินกู้ที่สูงขึ้น เป็นต้น[5]
ดังนั้น โดยทั่วไปแล้วคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันจะไม่จ่ายค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน หากคาดว่าจะไม่ได้รับผลประโยชน์กลับมา หรือการค้ำประกันนั้นจะทำให้บริษัทผู้ค้ำประกันตกอยู่ในภาวะที่เสียผลประโยชน์ จึงกล่าวได้ว่า การจ่ายค่าธรรมเนียมการค้ำประกันที่สูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับกลับมานั้น ก็จะไม่เกิดขึ้นภายใต้ธุรกรรมระหว่างคู่สัญญาที่เป็นอิสระเช่นกัน
เรามาดูข้อพิพาทในปี 2553 ระหว่าง General Electric Capital Canada Inc. และสรรพากรแคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งในกรณีที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันทางการเงินภายในกลุ่มบริษัท
กรณีพิพาทระหว่าง General Electric Capital Canada และ สรรพากรแคนาดา (ปี 2553)[6]
General Electric Capital Canada (GECC) เป็นบริษัทลูกของ General Electric Capital United States (GEUS) ซึ่งทาง S&P ได้มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของ GECC ไว้ที่ B+/BB- โดยทาง GECC ได้มีการระดมทุนเพื่อนำมาใช้ในการหมุนเวียนกิจการโดยการออกตราสารหนี้ ในขณะเดียวกัน GEUS ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ AAA ได้ให้การค้ำประกันทางการเงินแก่ GECC ในอัตรา 1% ของมูลค่าตราสารหนี้ที่ตราไว้ (Principal amount)
ทั้งนี้ ทางกรมสรรพากรแคนาดาได้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับอัตราและการจ่ายค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน โดยมองว่าค่าธรรมเนียมนี้เป็นรายจ่ายต้องห้าม ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีของ GECC เนื่องจาก GECC นั้นเป็นสมาชิกของกลุ่ม GE (General Electric) จึงย่อมได้รับการสนับสนุนทางอ้อมจากกลุ่ม (Implicit support) ทำให้มีความน่าเชื่อถือทางการเงินที่ดีขึ้น และสามารถระดมเงินทุนได้ถูกลงอยู่แล้ว กรมสรรพากรแคนาดาจึงพิจารณาว่า GECC นั้นไม่ได้รับผลประโยชน์ในทางธุรกิจเพิ่มเติมจากการจ่ายค่าธรรมเนียมการค้ำประกันให้กับ GEUS แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ทาง GECC ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของกรมสรรพากรแคนาดา โดยแย้งว่าอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินเฉพาะองค์กร (Standalone credit rating) ของบริษัทนั้น จะสามารถปรับเพิ่มไปได้มากที่สุดถึง BBB-/BB+ (จากเดิมอยู่ที่ B+/BB-) แม้ว่าบริษัทจะได้รับการสนับสนุนทางอ้อมจากการเป็นบริษัทในกลุ่ม แต่ถ้าหาก GECC ไม่ได้รับการค้ำประกันทางการเงินจากบริษัทแม่ที่ได้รับการจัดอันดับที่ AAA ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทก็จะต้องเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังพิสูจน์ด้วยว่า ค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน 1% ที่ทาง GECC จ่ายให้กับ GEUS นั้นเป็นไปตามหลักการอิสระ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมทั้งหมดที่ GECC จะต้องจ่ายเมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมการค้ำประกันแล้ว ก็ยังคงต่ำกว่าต้นทุนทางการเงินในกรณีที่บริษัทกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินโดยได้รับเพียงแค่การสนับสนุนทางอ้อม แต่ไม่ได้รับการค้ำประกันทางการเงินจาก GEUS
ซึ่งในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางแคนาดาได้ตัดสินให้ความเห็นชอบกับ GECC เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่า GECC นั้นได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจที่มากไปกว่าการสนับสนุนทางอ้อมจากกลุ่ม กล่าวคือ GECC สามารถลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เพิ่มเติม อันเป็นผลมาจากการที่ GEUS (ผู้ที่มีเครดิตระดับ AAA) ได้ค้ำประกันเงินกู้นั้นให้กับ GECC อัตราค่าธรรมเนียม 1% จึงเป็นไปตามหลักการอิสระ ด้วยเหตุนี้ GECC จึงสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้
จากคดีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการจ่ายค่าธรรมเนียมการค้ำประกันนั้น มีความเสี่ยงที่จะถูกมองเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษีได้บางส่วนหรือทั้งจำนวน หากบริษัทผู้จ่ายเงินนั้นไม่สามารถพิสูจน์ประโยชน์ทางธุรกิจเพิ่มเติมที่ตนได้รับนอกเหนือจากประโยชน์ทางอ้อมที่ตนพึงได้รับอยู่แต่เดิมจากการเป็นสมาชิกของกลุ่ม และหนึ่งในเหตุผลที่ผู้เสียภาษีชนะคดีนั้น เป็นเพราะว่าได้มีการเตรียมเอกสารหลักฐานอย่างครบถ้วนและรัดกุม จึงสามารถแสดงให้ศาลเห็นด้วยในหลักการและเหตุผล รวมถึงประโยชน์เพิ่มเติมที่ตนได้รับ
สภาวการณ์โดยรวมของการกำหนดราคาโอนในประเทศไทย
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD แต่จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมากรมสรรพากรไทยก็ได้มีการประเมินภาษีของธุรกรรมการค้ำประกันเงินกู้ระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน และได้เคยมีการเผยแพร่ข้อหารือ (Tax ruling) เกี่ยวกับการค้ำประกันดังกล่าว ทั้งจากมุมของผู้ค้ำประกันและผู้ได้รับการค้ำประกัน
ในมุมของผู้ได้รับการค้ำประกัน ถึงแม้ว่าหลักการของการสนับสนุนทางอ้อมจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มนั้น ยังไม่ได้มีการกล่าวถึงในข้อหารือไว้อย่างชัดเจน แต่จากการตอบข้อหารือต่าง ๆ ของกรมสรรพากร พบว่า ผู้เสียภาษีจะสามารถถือเอารายจ่ายค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ก็ต่อเมื่อ สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการค้ำประกัน เช่น มีเงื่อนไขและข้อกำหนดจากสถาบันการเงิน และค่าธรรมเนียมนั้นเหมาะสมกับประโยชน์ที่บริษัทได้รับ
เช่นเดียวกันกับแนวทางปฏิบัติของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ผู้เสียภาษีมีภาระในการพิสูจน์ว่า การเข้าทำธุรกรรมค้ำประกันนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์และสอดคล้องกับหลักการอิสระหรือไม่ โดยผู้เสียภาษีจะต้องนำเอาหลักการต่าง ๆ (เช่น การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ รวมไปจนถึงการพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถทำได้ในการลดต้นทุนทางการเงิน) มาอธิบายต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร โดยจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางอ้อมที่บริษัทนั้นพึงจะได้รับอยู่แต่เดิมจากการเป็นสมาชิกในกลุ่ม MNE
นอกจากนี้ การพิจารณาผลตอบแทนของผู้ค้ำประกันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นเดียวกัน กล่าวคือ หากมีการค้ำประกันเกิดขึ้นระหว่างบริษัทในเครือ ควรมีการพิจารณาถึงผลประโยชน์ส่วนที่ผู้ได้รับการค้ำประกันจะได้รับนอกเหนือไปจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม MNE และทำการเรียกเก็บไปยังผู้ที่ได้รับการค้ำประกันด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์และกำหนดแนวทางที่ทำให้เกิดความสมดุลและครอบคลุม ทั้งในมุมมองของผู้ค้ำประกันและผู้ได้รับการค้ำประกัน
จากกรณีพิพาทต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ประกอบกับทิศทางกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอนของประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงมีแนวโน้มว่า กรมสรรพากรไทยจะหยิบยกธุรกรรมทางการเงินระหว่างกันของบริษัทในเครือมาพิจารณาและทำการทบทวนประเด็นภาษีอย่างเจาะลึกมากยิ่งขึ้น
เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางภาษี บริษัทที่มีการเข้าทำธุรกรรมทางการเงินกับบริษัทในเครือจึงควรที่จะทำการทบทวนและปรับปรุงนโยบายการกำหนดราคาโอนตามความเหมาะสม อีกทั้งควรที่จะต้องจัดทำเอกสารเพื่อพิสูจน์ประโยชน์ทางธุรกิจของการเข้าทำสัญญาและความเหมาะสมของค่าธรรมเนียม รวมถึงติดตามแนวทาง กฎหมาย และข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีที่มีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง
แหล่งที่มา
[1] แนวทางที่นำเสนอโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, บทที่ 1, ย่อหน้าที่ 1.33
[2] แนวทางที่นำเสนอโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, บทที่ 1, ย่อหน้าที่ 1.38
[3] แนวทางที่นำเสนอโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, บทที่ 1, ย่อหน้าที่ 10.155
[4] แนวทางที่นำเสนอโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, บทที่ 1, ย่อหน้าที่ 10.169
[5] แนวทางที่นำเสนอโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, บทที่ 1, ย่อหน้าที่ 10.156-10.161
[6] https://tpcases.com/canada-vs-general-electric-capital-november-2010/
โดย:
Marketing and Communications
Bangkok, PwC Thailand
Tel: +66 (0) 2844 1000, Ext. 4713-15, 18, 22-24, 26, 28 and 29