
4 เช็กลิสต์ตรวจสอบความยั่งยืนที่ต้องมีสำหรับซีอีโอ
การเปลี่ยนแปลงทั่วโลกสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่เพียงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ยังเปิดโอกาสสำคัญมากมายให้กับการลงทุน การสร้างนวัตกรรม และการเติบโต
โดย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์
ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย
30 กันยายน 2566
ท่ามกลางการออกข้อกำหนดใหม่ ๆ ด้านการจัดการและการจัดทำรายงานความยั่งยืน (Sustainability Reporting) กฎการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกการกำหนดราคาคาร์บอน ภาษีสีเขียว และมาตรการจูงใจต่าง ๆ อีกทั้งกระแสเรียกร้องจากสังคมโลกให้องค์กรต่าง ๆ ต้องมีการดำเนินการที่เข้มข้นเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จึงส่งผลให้ผู้บริหารจำนวนมากเห็นถึงความสำคัญในการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์เพื่อช่วยจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ
ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์จะช่วยให้การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีคุณภาพตามมาตรฐานของนักลงทุน อีกทั้งช่วยให้ผู้บริหารทราบผลการปฏิบัติงานก่อนนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วให้กับองค์กร ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถนำข้อมูลมาเปิดเผยหรือช่วยในการแสวงหาโอกาสในการเติบโต ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่า (Value Creation) ที่มากขึ้น
บทความของ PwC ในหัวข้อ ‘Software for the sustainable enterprise: Going beyond reporting to create business value’ ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์สามประการของข้อมูลด้านความยั่งยืน และสำรวจว่าบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ปรับสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีและแนวทางการจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจแต่ละข้อได้อย่างไร ดังนี้
1. เตรียมพร้อมความโปร่งใสในการจัดทำรายงานความยั่งยืน
แนวปฏิบัติในการรายงานความยั่งยืนไม่ได้เพียงแค่พัฒนาไป แต่กำลังถูกพลิกโฉมด้วยข้อกำหนดใหม่ ๆ ที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและขอบเขตในการเปิดเผยข้อมูล และกำลังเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เช่น ข้อบังคับด้านการรายงานความยั่งยืนขององค์กรในสหภาพยุโรป (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) และมาตรฐานการรายงานทางการเงินเกี่ยวกับการเปิดเผยด้านความยั่งยืน (IFRS Sustainability Disclosure Standards) ซึ่งข้อบังคับที่ว่านี้ กำหนดให้องค์กรต้องมีการเปิดเผยข้อมูลตัวชี้วัดบางอย่างที่บางองค์กรอาจยังไม่ได้รวบรวมข้อมูลด้วยซ้ำ เช่น ข้อมูลการผลิตไมโครพลาสติกของบริษัท หรือบริษัทอาจต้องขอรับการรับรองข้อมูลด้านความยั่งยืนจากผู้ตรวจสอบ เป็นต้น
ทั้งนี้ การมีระบบซอฟต์แวร์สำหรับเก็บข้อมูลและประมวลผลที่น่าเชื่อถือ ผู้ตรวจสอบสามารถตรวจสอบได้ทันที จะช่วยลดการดำเนินการในด้านดังกล่าวได้ในระยะยาว บทความของ PwC ฉบับนี้ ยังได้เสนอข้อแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการเตรียมพร้อมสำหรับข้อบังคับการรายงานประเภทใหม่ที่ผมกล่าวไปข้างต้น ดังต่อไปนี้
2. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยข้อมูลด้านความยั่งยืน
ทั้งนี้ ข้อมูลด้านความยั่งยืน ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ใช้เปิดเผยต่อหน่วยงานภายนอก แต่ผู้บริหารและพนักงานสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินงาน เช่นเดียวกับการใช้ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอื่น ๆ เช่น ธุรกิจบางแห่งนำข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่รวบรวมจากซัพพลายเออร์ร่วมกับข้อมูลจากบุคคลที่สาม เพื่อระบุส่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของตน เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การจะนำข้อมูลด้านความยั่งยืนมาใช้นั้นย่อมหมายความว่า ข้อมูลจะต้องได้รับการปรับปรุงและสอดคล้องกับระยะเวลาและทุก ๆ การตัดสินใจ เช่น การจัดสรรทุน หรือการกำหนดงบประมาณโครงการต่าง ๆ ที่รวมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนอาจพิจารณาเป็นรายไตรมาส ซึ่งตรงจุดนี้ ข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนก็ควรต้องมีการอัปเดตทุก ๆ ไตรมาสด้วย
นอกจากนี้ ข้อมูลด้านความยั่งยืนจะต้องมีรูปแบบการนำเสนอที่ทีมงานสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ผู้บริหารก็จะต้องสร้างแนวทาง เป้าหมาย และปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดเหตุผลการตัดสินใจให้สอดคล้องกับภารกิจสำคัญขององค์กร ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงปัจจัยทางการเงิน เช่น ต้นทุน หรือรายจ่ายเท่านั้น แต่ต้องนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยทางสังคม เช่น การมีส่วนร่วมของพนักงาน และปัจจัยด้านชื่อเสียงมาพิจารณาร่วมด้วย
3. ใช้ประโยชน์จากศักยภาพในการสร้างมูลค่า
ผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลด้านความยั่งยืนเพื่อออกผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น หรืออาจใช้ข้อมูลจากแหล่งอื่น เช่น สภาพภูมิอากาศ เพื่อประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับองค์กร เช่น การลงทุน การขยายตลาด การปรับรูปแบบสินค้าและธุรกิจ และการควบรวมกิจการ เป็นต้น
จากการสำรวจที่ผ่านมาของ PwC พบว่า ผู้บริโภคแปดในสิบกล่าวว่า พวกเขาจะยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้ารักษ์โลก แต่สำหรับบริษัทโดยทั่วไปแล้ว การปรับปรุงประสิทธิภาพและชื่อเสียงด้านความยั่งยืนอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงในระดับที่ทำให้ต้องเรียกเก็บค่าบริการระดับพรีเมียม ดังนั้น แต่ละธุรกิจจะต้องทำความเข้าใจผู้บริโภคของตนผ่านการวิจัยหรือเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อหาว่าความยั่งยืนด้านใดที่ลูกค้าให้ความสำคัญ และจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุง
นอกเหนือไปจากข้อมูลแล้ว เครื่องมือทางเทคโนโลยียังช่วยให้ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรในโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนด้านความยั่งยืน หรือผู้บริหารบางรายอาจนำข้อมูลไปช่วยการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือความเสี่ยงอื่น ๆ ที่สูงขึ้น
จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา เราจะพบว่ายิ่งองค์กรมองหาโอกาสในการสร้างมูลค่าด้วยการจัดการประสิทธิภาพด้านความยั่งยืน และหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อประกอบการตัดสินใจและการสื่อสารต่อสาธารณชนมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การติดตั้งระบบซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่ช่วยให้การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีประสิทธิภาพ จะช่วยเร่งความก้าวหน้าให้องค์กรมุ่งสู่การสร้างมูลค่าที่เน้นความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญได้
หมายเหตุ: บทความนี้ถูกเผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2566 ทาง The Standard Wealth
การเปลี่ยนแปลงทั่วโลกสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่เพียงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ยังเปิดโอกาสสำคัญมากมายให้กับการลงทุน การสร้างนวัตกรรม และการเติบโต
การที่องค์กรจะสามารถดึงศักยภาพที่แท้จริงของเทคโนโลยี GenAI ออกมาใช้เพื่อพลิกโฉมธุรกิจได้นั้น ต้องเริ่มจาก ‘พนักงาน’ ที่มีความรู้เกี่ยวกับ Gen AI และนำ GenAI ไปใช้งานเป็นประจำ
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการดำเนินธุรกิจขององค์กร รวมทั้งการปฏิบัติงานของลูกจ้าง
ในยุคที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง บทบาทของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (Chief Financial Officer: CFO) ย่อมมีความสำคัญมากขึ้น โดยจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานในระยะสั้นกับการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคต
Marketing and Communications
Bangkok, PwC Thailand
Tel: +66 (0) 2844 1000, Ext. 4713-15, 18, 22-24, 26, 28 and 29