รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ครั้งที่ 11 ฉบับประเทศไทย

เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความไว้วางใจ

รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ครั้งที่ 11 ฉบับประเทศไทย
  • Insight
  • 15 minute read
  • June 01, 2023

ธุรกิจครอบครัวไทยไม่สามารถสูญเสียความไว้วางใจได้ หากต้องการรักษามรดกตกทอดของพวกเขาไว้

ธุรกิจครอบครัว ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทยมาโดยตลอดเพราะช่วยสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการฝึกอบรมผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ความสำเร็จของพวกเขาในการเอาชนะความท้าทายในยุคความปกติใหม่เกิดจากความไว้วางใจที่แข็งแกร่งซึ่งถูกสั่งสมมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญด้วยกันสามกลุ่ม ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน และสมาชิกในครอบครัว

อย่างไรก็ดี การปรับกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ได้เปลี่ยนวิธีการสร้างและรักษาความไว้วางใจของธุรกิจครอบครัวไทยไปอย่างมาก

ผลการสำรวจของเราแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจครอบครัวไทยมีผลประกอบการที่ค่อนข้างดีในปีงบประมาณที่ผ่านมา โดย 59% มีการเติบโตทางธุรกิจและ 14% มียอดขายลดลง ซึ่งดีกว่าปี 2564 ที่ 39% มีการเติบโตทางธุรกิจและ 31% มียอดขายลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทั่วโลก สถานการณ์ถือได้ว่าเป็นไปในเชิงบวกน้อยกว่าเล็กน้อย

เพื่อรักษามรดกตกทอดของพวกเขาในระยะยาว ธุรกิจครอบครัวจะต้องสร้างความไว้วางใจในรูปแบบใหม่ โดยเปลี่ยนแนวปฏิบัติและพิจารณาลำดับความสำคัญใหม่เพื่อเข้าถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักสามกลุ่มที่ว่านี้ นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวไทยยังจำเป็นที่จะต้องสร้างความไว้วางใจกับกลุ่มสาธารณชนทั่วไปด้วย

รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ครั้งที่ 11 ฉบับประเทศไทย ได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจครอบครัวจำนวนทั้งสิ้น 2,043 รายใน 82 ประเทศและอาณาเขตรวมถึงผู้ตอบแบบสำรวจจากประเทศไทยจำนวน 44 รายในช่วงระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ถึง 22 มกราคม 2566


รูปที่ 1: การเติบโตของธุรกิจครอบครัวไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า

รูปที่ 1: การเติบโตของธุรกิจครอบครัวไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า

*คำถาม: เมื่อมองย้อนกลับไปในปีงบประมาณที่ผ่านมา คุณคิดว่ายอดขายของคุณ:
**คำถาม: ข้อใดต่อไปนี้อธิบายความมุ่งหวังของบริษัทของคุณในอีกสองปีข้างหน้าได้ดีที่สุด?
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC

เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ธุรกิจครอบครัวไทยมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการเติบโตและการขยายตลาด

68%

คาดว่าจะเติบโตในอีกสองปีข้างหน้า
(ทั่วโลก: 77%)

16%

คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วและรุนแรง (ทั่วโลก: 14%)

64%

กล่าวว่าภารกิจสำคัญสูงสุดของพวกเขา คือ การขยายสู่ตลาดใหม่ ๆ (ทั่วโลก: 51%)

ระดับความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักส่งผลดีต่อธุรกิจครอบครัวไทย

57%

ได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มที่จากลูกค้า (ทั่วโลก: 51%)

53%

ได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มที่จากพนักงาน
(ทั่วโลก: 46%)

72%

ได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มที่จากสมาชิกในครอบครัว (ทั่วโลก: 74%)

อย่างไรก็ดี ธุรกิจครอบครัวไทยจะต้องปรับปรุงการรักษาความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเนื่องจากมีเพียง 23% ของผู้ตอบแบบสำรวจเท่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขามีความก้าวหน้ามากในการใช้ระบบเพื่อรวบรวมความคิดเห็นของลูกค้า (เปรียบเทียบกับ 34% ทั่วโลก) ในขณะเดียวกัน มีเพียง 20% ที่กล่าวว่า มีความไว้วางใจในระดับสูงระหว่างสมาชิกในครอบครัวนอกธุรกิจ และสมาชิกในครอบครัวที่ทำงานในธุรกิจ (เปรียบเทียบกับ 40% ทั่วโลก)


รูปที่ 2: ธุรกิจครอบครัวไทยยังไม่ได้ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อสร้างความไว้วางใจ

รูปที่ 2: ธุรกิจครอบครัวไทยยังไม่ได้ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อสร้างความไว้วางใจ

คำถาม: ข้อใดต่อไปนี้อธิบายการดำเนินการของบริษัทของคุณในประเด็นเหล่านี้ได้ดีที่สุด?
*Diversity, equity and inclusion คือ ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC


ปรับสูตรการสร้างความไว้วางใจใหม่

ตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นว่า แม้ระดับความไว้วางใจในประเทศไทยจะสูงและอยู่ในระดับเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก แต่ธุรกิจครอบครัวไทยยังคงมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความไว้วางใจ หากดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังมีช่องว่างสำหรับการปรับปรุงเพื่อสร้างความไว้วางใจในประเด็นต่าง ๆ เช่น การผนวก ESG เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล และความมุ่งมั่นที่ชัดเจนในเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, equity and inclusion: DEI)

รายงานระบุด้วยว่า ธุรกิจครอบครัวไม่สามารถพึ่งพามรดกตกทอดของตนเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เนื่องจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในปัจจุบันมีมุมมองและความคาดหวังถึงสิ่งที่สร้างความไว้วางใจที่แตกต่างกัน และลำดับความสำคัญของพวกเขาก็กำลังเปลี่ยนไป

ปรับสูตรการสร้างความไว้วางใจใหม่ รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ครั้งที่ 11 ฉบับประเทศไทย

ที่มา: บทวิเคราะห์ของ PwC

แต่การสร้างความไว้วางใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการทบทวนแนวปฏิบัติ นโยบายและการกำกับดูแลเพื่อให้แน่ใจว่า ธุรกิจครอบครัวไทยจะประสบความสำเร็จในการสร้าง ปกป้อง และรักษาความไว้วางใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญของพวกเขา รายงานของเราเจาะลึกถึงการดำเนินการที่จำเป็นต่อการสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า พนักงาน และสมาชิกในครอบครัว

เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความไว้วางใจ: ลูกค้า

ลูกค้า คือ เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงธุรกิจครอบครัวและความต้องการของพวกเขาย่อมส่งผลต่อวิธีการดำเนินงานของธุรกิจครอบครัวเสมอตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการบริการ ทั้งนี้ 48% ของธุรกิจครอบครัวไทยที่ตอบแบบสำรวจ วางแผนที่จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความจงรักภักดีของลูกค้า (เช่นเดียวกับทั่วโลกที่ 42%) สะท้อนให้เห็นว่า เกือบครึ่งหนึ่งเข้าใจถึงความสำคัญของการรักษาลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้าและบริการอยู่เรื่อย ๆ เพราะนอกจากลูกค้าที่ภักดีมีแนวโน้มที่จะซื้อหรือใช้สินค้าและบริการซ้ำแล้ว พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะสนับสนุน หรือแนะนำแบรนด์ที่พวกเขาไว้วางใจให้กับลูกค้าใหม่อีกด้วย


รูปที่ 3: การเพิ่มความจงรักภักดีของลูกค้า ถือเป็นลำดับความสำคัญอันดับที่สองของธุรกิจครอบครัวไทยในอีกสองปีข้างหน้า

รูปที่ 3: การเพิ่มความจงรักภักดีของลูกค้า ถือเป็นลำดับความสำคัญอันดับที่สองของธุรกิจครอบครัวไทยในอีกสองปีข้างหน้า

คำถามที่ 22 ข้อใดต่อไปนี้ คือ สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดห้าอันดับแรกในช่วงสองปีข้างหน้า?
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC


บูรณาการ ESG เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าประสงค์

ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นที่สำคัญของสังคม พฤติกรรมของผู้บริโภคยังนำเรื่องของความยั่งยืนมาเป็นข้อควรพิจารณาเมื่อตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการอีกด้วย ซึ่งจากรายงานผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคเชิงลึกทั่วโลก ประจำปี 2566 ของเราที่ได้สอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคจำนวน 9,180 รายใน 25 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยพบว่า มากกว่า 70% ของผู้บริโภคทั่วโลกยินดีที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีหลักปฏิบัติด้านจริยธรรม

ในรายงานผลสำรวจฉบับเดือนมิถุนายน 2564 ระบุว่า 76% ของผู้บริโภคชาวไทยต้องการซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ใช้บรรจุภัณฑ์น้อยลง ขณะที่ 78% ของคนทำงานบ้านเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทที่มีจิตสำนึกและสนับสนุนการปกป้องสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การปลูกฝังความไว้วางใจเกี่ยวกับความยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการแนวปฏิบัติด้าน ESG เข้ากับธุรกิจผ่านการสื่อสารถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อลูกค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจครอบครัวไทยที่ตอบแบบสำรวจจำนวนมากยังคงแสดงความสนใจต่อประเด็น ESG อยู่ในระดับต่ำ

รูปที่ 4: ธุรกิจครอบครัวไทยหลายแห่งยอมรับว่า ESG และ DEI ไม่ใช่จุดสนใจ

รูปที่ 4: ธุรกิจครอบครัวไทยหลายแห่งยอมรับว่า ESG และ DEI ไม่ใช่จุดสนใจ

คำถามที่ 11 ข้อใดต่อไปนี้อธิบายการดำเนินการของบริษัทของคุณได้ดีที่สุดในด้านต่าง ๆ เหล่านี้?
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC

จากผลสำรวจพบว่า มีธุรกิจครอบครัวไทยเพียง 5% เท่านั้นที่เห็นด้วยและมีการสื่อสารเรื่อง ESG ต่ำกว่าทั่วโลกที่ 15% ในขณะที่มีเพียง 18% เท่านั้นที่มีคำแถลงเป้าประสงค์และความมุ่งมั่นที่ชัดเจนในการพัฒนา DEI ให้เกิดความก้าวหน้า สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ยังขาดความเป็นผู้นำในการผลักดันประเด็นดังกล่าวทั้งสองด้าน

ทั้งนี้ ESG และ DEI มีความสำคัญต่อผู้บริโภค เนื่องจากพวกเขามีจิตสำนึกต่อสังคมเมื่อต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง หรือมีคุณค่าด้านจริยธรรม โดยการมีความมุ่งมั่นด้าน ESG และ DEI ที่ชัดเจนสามารถสร้างมุมมองเชิงบวกซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจกับลูกค้าใหม่ รวมถึงการรักษาความไว้วางใจกับลูกค้าเดิมที่มีอยู่

อย่างไรก็ดี มีเพียง 28% ของธุรกิจครอบครัวไทยเท่านั้นที่สื่อสารเป้าประสงค์ของบริษัทต่อภายนอกอย่างแข็งขัน สูงกว่าธุรกิจครอบครัวทั่วโลกเล็กน้อยที่ 21% นี่ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า ผู้นำธุรกิจครอบครัวควรต้องรีบดำเนินการสื่อสารเป้าประสงค์ขององค์กรให้เป็นคำมั่นสัญญาต่อสาธารณะเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของพวกเขา

ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง


รูปที่ 5: ธุรกิจครอบครัวไทยเพียง 25% เท่านั้นที่มีความสามารถด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ต่ำกว่าทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญที่ 42%

รูปที่ 5: ธุรกิจครอบครัวไทยเพียง 25% เท่านั้นที่มีความสามารถด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ต่ำกว่าทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญที่ 42%

คำถามที่ 30 คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพียงใดที่...
คำถามที่ 22 ข้อใดต่อไปนี้ หากมี คือ ห้าภารกิจอันดับแรกที่บริษัทให้ความสำคัญในอีกสองปีข้างหน้า
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC

ธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและใช้ข้อมูลเพื่อปรับแต่งประสบการณ์ที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ธุรกิจครอบครัวไทยเข้าใจถึงความสำคัญของการปรับองค์กรของตนให้เป็นดิจิทัล แต่ยังขาดความสามารถด้านดิจิทัลเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจครอบครัวอื่น ๆ ทั่วโลก

หนึ่งในสี่ของธุรกิจครอบครัวไทยที่ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า พวกเขามั่นใจในความสามารถด้านดิจิทัลของตน แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปถึงลำดับความสำคัญหลักของธุรกิจ มีเพียง 27% ของธุรกิจครอบครัวไทยเท่านั้นที่กล่าวว่า การปรับปรุงความสามารถด้านดิจิทัล ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ต่ำกว่าธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่ 44%

นอกจากนี้ ธรรมาภิบาลข้อมูล (Digital governance) ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการปรับปรุงเห็นได้จากรูปที่ 4 ของรายงานที่ระบุว่า 27% ของธุรกิจครอบครัวไทยมีการปกป้องและสื่อสารอย่างแข็งขันเกี่ยวกับการใช้ข้อมูล ในขณะที่มีเพียง 14% เท่านั้นที่ตอบสนองต่อข้อมูลหรือการละเมิดความเป็นส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสองตัวเลขอยู่ในระดับต่ำ ใกล้เคียงกับทั่วโลกที่ 29% และ 27%

จากรายงานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือทางดิจิทัล ประจำปี 2566: มุมมองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ PwC ธุรกิจต่าง ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคควรให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและหลักปฏิบัติด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอย่างรวดเร็วผ่านการบูรณาการความคิดและประยุกต์ใช้เครื่องมือที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวเป็นอันดับแรกเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจของลูกค้า ทั้งนี้ ธุรกิจครอบครัวที่มีความมั่นใจในการจัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัวจะสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลได้อย่างราบรื่น และสร้างความไว้วางใจที่แข็งแกร่งกับลูกค้าได้

เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความไว้วางใจ: พนักงาน

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งในการสร้างความไว้วางใจด้วย คือ พนักงาน ธุรกิจครอบครัวที่ไม่ได้รับและเสริมสร้างความไว้วางใจกับพนักงานจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเช่นกัน ดังนั้น ความเชื่อใจจึงต้องเริ่มขึ้นจากภายในองค์กร


รูปที่ 6: ธุรกิจครอบครัวไทยน้อยกว่าครึ่งกล่าวว่าการได้รับความไว้วางใจจากพนักงานเป็นสิ่งสำคัญ ต่ำกว่าทั่วโลกที่ 68%

รูปที่ 6: ธุรกิจครอบครัวไทยน้อยกว่าครึ่งกล่าวว่าการได้รับความไว้วางใจจากพนักงานเป็นสิ่งสำคัญ ต่ำกว่าทั่วโลกที่ 68%

คำถามที่ 26 การที่บริษัทของคุณได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อไปนี้มีความสำคัญเพียงใด?
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC

แม้ว่า 53% ของธุรกิจครอบครัวไทยเชื่อว่าพวกเขาได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มที่จากพนักงาน แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่รู้สึกว่าการได้รับความไว้วางใจจากพนักงานเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต่ำกว่าบริษัทอื่น ๆ ทั่วโลกที่ 68% แม้ว่าตัวเลขจะสะท้อนว่า มีระดับความไว้วางใจที่มั่นคงระหว่างธุรกิจครอบครัวและพนักงาน แต่หากพิจารณาลึกลงไป ยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการอีกมากหากต้องการเสริมสร้างความไว้วางใจกับพนักงาน


รูปที่ 7: น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจครอบครัวไทยสื่อสารเป้าประสงค์ของบริษัทอย่างกระตือรือร้นเป็นการภายใน

รูปที่ 7: น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจครอบครัวไทยสื่อสารเป้าประสงค์ของบริษัทอย่างกระตือรือร้นเป็นการภายใน

คำถามที่ 14 ข้อใดต่อไปนี้เป็นจริงตามเป้าประสงค์ของบริษัทของคุณ?
คำถามที่ 15 การดำเนินการในข้อใดต่อไปนี้ หากมี เพื่อให้ธุรกิจครอบคัวทำตามเป้าประสงค์และคุณค่าประจำทุกวัน
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC

ธุรกิจครอบครัวจำเป็นต้องสื่อสารเป้าประสงค์และค่านิยมของบริษัทอย่างกระตือรือร้นเป็นการภายใน หากพวกเขาต้องการรักษาและสร้างความไว้วางใจกับพนักงาน ทั้งนี้ 73% ของธุรกิจครอบครัวไทยอ้างว่า มีเป้าประสงค์ของบริษัทที่ชัดเจน แต่มีเพียง 38% เท่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขามีการสื่อสารเป้าประสงค์เป็นการภายในอยู่เป็นประจำ ในขณะเดียวกัน มีเพียง 34% ของธุรกิจครอบครัวไทยเท่านั้นที่ผนวกค่านิยมและเป้าประสงค์ของบริษัทให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินและให้รางวัล

นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวไทยควรปรับปรุงความมุ่งมั่นเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้าน ESG ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของพนักงานที่ต้องการความโปร่งใสมากขึ้นในการจัดการกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัท

รายงานผลสำรวจความหวังและความกลัวของแรงงานทั่วโลก ประจำปี 2565 ของ PwC พบว่า 23% ของพนักงานทั่วโลกระบุว่า บริษัทของตนมีส่วนช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และพนักงานต้องการการสนับสนุนเพื่อบูรณาการแนวปฏิบัติด้าน ESG เข้ากับงานของตน สอดคล้องกับตัวเลขของประเทศไทยที่พบจากรายงานผลสำรวจฉบับนี้ที่ระบุว่า มีเพียง 18% ของธุรกิจครอบครัวที่มีบุคคล หรือทีมที่อุทิศตนเพื่อวาระด้าน ESG ซึ่งต่ำกว่าทั่วโลกอย่างมากที่ 43% ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการริเริ่มด้าน DEI จะช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรผู้มีความสามารถไว้ได้ ขณะที่พนักงานจะชื่นชมบริษัทที่ส่งเสริมการเป็นสถานประกอบการที่ไม่แบ่งแยกซึ่งพวกเขารู้สึกว่าถูกมองเห็นและมีคุณค่า

นอกจากนี้ การสร้างกลไกสำหรับความรับผิดชอบ ยังมีความสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจ เพราะช่วยให้พนักงานมีสิทธิ์มีเสียงภายในองค์กร จากการสำรวจธุรกิจครอบครัวไทยพบว่า น้อยกว่าครึ่ง หรือ 47% มีกระบวนการภายในสำหรับพนักงานในการอุทธรณ์ หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร น้อยกว่าทั่วโลกเล็กน้อยที่ 57% สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ยังมีช่องว่างในการปรับปรุงเพื่อให้เกิดกลไกความรับผิดชอบแก่พนักงานธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย

เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความไว้วางใจ: สมาชิกในครอบครัว

รายงานผลสำรวจของเราแสดงให้เห็นว่า 72% ของธุรกิจครอบครัวไทยมีความไว้วางใจระหว่างสมาชิกในครอบครัวในระดับสูง เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่ 74% อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีมุมมองหรือความเชื่อที่แตกต่างหรือขัดแย้งกัน ซึ่งอาจทำลายความไว้วางใจที่ได้สร้างไว้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

ผลการสำรวจยังชี้ว่า ธุรกิจครอบครัวไทยมักเลือกที่จะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นกันเองภายในครอบครัว (49%) และพูดคุยประเด็นปัญหาอย่างเปิดเผยกับสมาชิกในครอบครัว (41%) อย่างไรก็ดี มีเพียง 18% เท่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขาใช้กลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพื่อแก้ไขข้อพิพาทในครอบครัว


รูปที่ 8: ความขัดแย้งส่วนใหญ่ถูกจัดการภายในครอบครัวโดยตรง แทนที่จะใช้กลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

รูปที่ 8: ความขัดแย้งส่วนใหญ่ถูกจัดการภายในครอบครัวโดยตรงแทนที่จะใช้กลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

คำถามที่ 32 คุณจะพูดว่าความขัดแย้งในครอบครัวในธุรกิจเป็นสิ่งที่:
คำถามที่ 33 ข้อใดต่อไปนี้ (ถ้ามี) อธิบายว่าความขัดแย้งในครอบครัวถูกจัดการอย่างไรในบริษัทของคุณ?
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC

ทั้งนี้ การจัดการกับความขัดแย้งถือเป็นความท้าทาย ยิ่งเมื่อธุรกิจครอบครัวไม่มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เป็นทางการ รวมถึงข้อตกลงผู้ถือหุ้น ธรรมนูญครอบครัวและโพรโทคอล และแม้กระทั่งพินัยกรรม รายงานผลสำรวจของเราพบว่า มีเพียง 52% ของผู้นำธุรกิจครอบครัวไทยเท่านั้น ที่มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจนหรือเป็นทางการ โดยการขาดโครงสร้างการกำกับดูแลที่เป็นทางการนี้ อาจนำไปสู่การถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีเป้าประสงค์หรือคุณค่าจากสมาชิกในครอบครัว และส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักอื่น ๆ ได้

41%

มีค่านิยมและเป้าประสงค์ที่ตกลงร่วมกันอย่างชัดเจน (ทั่วโลก: 68%)

เมื่อขาดค่านิยมและเป้าประสงค์ของครอบครัว การสื่อสารระหว่างสมาชิกในครอบครัวก็มักจะย่ำแย่ลงตามไปด้วย ก่อให้เกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวกับทิศทางของบริษัท

48%

มีความสอดคล้องกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว (ทั่วโลก: 59%)

นอกจากนี้ สมาชิกในครอบครัวบางกลุ่มยังไม่ได้รับความไว้วางใจในระดับที่เท่ากัน รายงานผลสำรวจของเราพบว่า สมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ไทย (ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 21 – 38 ปี) ได้รับความไว้วางใจต่ำกว่า (20%) เปรียบเทียบกับทั่วโลกที่ 43%

สำหรับผู้นำรุ่นปัจจุบันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะละทิ้งธุรกิจของพวกเขา ในรายงานผลสำรวจผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ประจำปี 2565 ฉบับประเทศไทย พบว่า 57% ของผู้นำรุ่นใหม่ (NextGens) ไม่คิดว่าผู้นำรุ่นปัจจุบันจะเกษียณในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่ 43% เชื่อว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับความไว้วางใจจากผู้นำรุ่นปัจจุบัน ทั้งนี้ การอนุญาตให้สมาชิกในครอบครัวที่อายุน้อยกว่าได้มีส่วนร่วมในการรับบทบาทความเป็นผู้นำจะช่วยเตรียมพวกเขาให้เป็นเจ้าของกิจการที่มีความรับผิดชอบในท้ายที่สุด และทำให้มั่นใจว่าธุรกิจครอบครัวจะอยู่รอดต่อไปได้


รูปที่ 9: สมาชิกในครอบครัวบางกลุ่มได้รับความไว้วางใจในระดับต่ำ

รูปที่ 9: สมาชิกในครอบครัวบางกลุ่มได้รับความไว้วางใจในระดับต่ำ

คำถามที่ 27 คุณจะพูดว่ามีความไว้วางใจแค่ไหนระหว่างสมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการและสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ในคณะกรรมการ?
คำถามที่ 36 คุณจะพูดว่ามีความไว้วางใจแค่ไหนระหว่าง:
ที่มา: รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวประจำปี 2566 ของ PwC

การขาดความไว้วางใจสำหรับสมาชิกในครอบครัวบางกลุ่มและบุคคลภายนอกยังสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความหลากหลายของคณะกรรมการบริษัท (Board diversity) รายงานผลสำรวจของเราพบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยมากถึง 71% มีสมาชิกในครอบครัวเท่านั้นที่เข้าร่วมในคณะกรรมการของบริษัท หรือคิดเป็นเกือบสองเท่าของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่ 36% ทั้งนี้ หากองค์ประกอบของคณะกรรมการไม่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าได้ เนื่องจากไม่มีสมาชิกที่สามารถนำมุมมองใหม่ ๆ มาสู่ตัวธุรกิจ

18%

ไม่มีผู้หญิงในคณะกรรมการของบริษัท (ทั่วโลก: 31%)

71%

มีแต่สมาชิกครอบครัวในคณะกรรมการ (ทั่วโลก: 36%)

27%

ไม่มีคณะกรรมการที่อายุต่ำกว่า 40 ปี (ทั่วโลก: 57%)

23%

ไม่มีคณะกรรมการที่มาจากต่างอุตสาหกรรม (ทั่วโลก: 26%)

การเปลี่ยนแปลงและความไว้วางใจ: แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้นำครอบครัว

การจัดการความไว้วางใจโดยใช้แนวทางเดิม ๆ อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับผู้นำครอบครัวว่าจะลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อลำดับความสำคัญของลูกค้า พนักงาน และสมาชิกในครอบครัวที่มีความต้องการและความคาดหวังที่แตกต่างกันถึงสิ่งที่สร้างและรักษาความไว้วางใจได้อย่างไร

ทั้งนี้ มีหลักสามประการที่ธุรกิจครอบครัวไทยควรดำเนินการเพื่อสร้างความไว้วางใจและนำความยั่งยืนมาสู่ธุรกิจของพวกเขา ดังต่อไปนี้

  1. นำความชัดเจนมาสู่เป้าประสงค์ ESG และ DEI ผู้นำธุรกิจครอบครัวต้องมีกลยุทธ์การสื่อสารด้าน ESG ที่ชัดเจน โดยระบุประเด็นสำคัญ ๆ และนำความรับผิดชอบมาสู่สาธารณชน ซึ่งหมายถึงการสื่อสารและการรายงานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับเป้าหมายด้าน ESG และ DEI ของบริษัท ซึ่งจะทำให้ลูกค้า ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในอื่น ๆ เกิดความเชื่อมั่นและมีส่วนร่วมกับเป้าประสงค์ของบริษัท
  2. เพิ่มพลังเสียงในองค์กร พนักงานที่มีอำนาจการตัดสินใจมีแนวโน้มที่จะนำมุมมองที่มีความหมายและสดใหม่มาสู่ตัวธุรกิจ โดยสามารถนำเป้าประสงค์ของบริษัทมาประยุกต์ใช้กับงานของพวกเขาได้ ดังนั้น ผู้นำธุรกิจครอบครัวควรต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมการให้อำนาจการตัดสินใจ จัดตั้งระบบภายในที่ช่วยให้พนักงานสามารถตั้งคำถามกับการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และสร้างสถานประกอบการที่ให้ความเท่าเทียมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์กร ทั้งนี้ สมาชิกในครอบครัวควรอนุญาตให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้รับบทบาทการเป็นผู้นำ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ทักษะการจัดการและเตรียมตัวสำหรับบทบาทในอนาคต
  3. ยกระดับทักษะความสามารถด้านดิจิทัล การยกระดับทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจครอบครัวเพื่อให้มั่นใจว่ามรดกของพวกเขาจะยังคงอยู่ได้ต่อไป ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องเข้าใจข้อมูลและการจัดการความเป็นส่วนตัว ซึ่งจะทำให้ธุรกิจครอบครัวได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในการจัดการข้อมูลของพวกเขา ในขณะเดียวกัน การฝึกอบรมด้านข้อมูลและการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลของพนักงานและสมาชิกในครอบครัว จะช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้มีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในขณะเดียวกัน ก็มีความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัว

ทั้งนี้ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ข้อความสำคัญของรายงานฉบับนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ธุรกิจครอบครัวไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่มีความต่อเนื่องและชัดเจน การเพิ่มพลังเสียงในองค์กร และการสานต่อเส้นทางการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลกับลูกค้า พนักงาน และสมาชิกในครอบครัว

“การเปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างหลากหลาย จะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างความไว้วางใจและนำความยั่งยืนมาสู่กิจการ เพราะจะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเห็นมุมมองที่แตกต่าง และสามารถดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับองค์กรได้”

ไพบูล ตันกูลหัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจครอบครัวและหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย

เกี่ยวกับรายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัว

รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัว เป็นรายงานผลสำรวจที่เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจมุมมองของธุรกิจครอบครัวต่อประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ เราสำรวจผู้บริหารธุรกิจครอบครัวจำนวนทั้งสิ้น 2,043 รายจาก 82 ประเทศและอาณาเขต รวมถึงผู้ตอบแบบสำรวจจากประเทศไทยจำนวน 44 ราย

About the Family Business Survey

ดาวน์โหลดรายงานของเรา

Click here to read English version

Contact us

Sinsiri Thangsombat

Sinsiri Thangsombat

Entrepreneurial and Private Business Leader, Assurance Partner, PwC Thailand

Tel: +66 (0) 2844 1000

Follow us